หัวข้อ (Topic)
Introduction
to Information Systems (IS) and Roles of IS in the Organization
1. Information Concepts
2. System and Modeling
Concepts
3. Information Systems
VS Business Information Systems
4. Why Study Information System?
5. Roles of IS in the Organization
Introduction
to Information Systems (IS) and Roles of IS in the Organization
1.
Information Concepts
Data,
Information & Knowledge
เป้าหมายหลักอย่างหนึ่งของ Information Systems กระบวนการที่จะประมวลผล
data ให้กลายเป็น information หรือ knowledge
Data :
ข้อเท็จจริง สิ่งของ เหตุการณ์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เป็ฯกลุ่มของรายการยที่ถูกรวบรวมเอา ข้อมูลอาจมีการแยกประเภท
หรือจัดกลุ่มเอาไว้
แต่ยังไม่ผ่านการจัดระเบียบหรือกลั่นกรอง ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ข้อมูล
เป็นข้อมูลดิบที่รอการประมวลผลเพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสาร
Information :
ข้อมูลที่ถูกประมวลผลแล้ว
ถูกกลั่นกรอง ถูกจัดระเบียบ มีความหมายและมีประโยชน์
ต่อผู้รับ
Knowledge :
ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกจัดระเบียบ
และนำพามาซึ่งความเข้าใจ,
ประสบการณ์, หรือการเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา
และความเชี่ยวชาญ
มุมมองเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
( Information
system : IS)
แสดงให้เห็นเกี่ยวกับมุมมองของ IS
3 ด้าน
1. ด้านกายภาพ (physical) หมายถึง มุมมองทางด้านการจัดเก็บข่าวสาร (storing information) ว่าคุณจะ
ออกแบบวิธีการจัดเก็บอย่างไร
เช่น จัดเก็บข่าวสารหรือข้อมูลของคุณลงใน disks
หรือสื่อชนิดอื่น
2. ด้านกระบวนการ (procedure) หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการที่จะประมวลผลข้อมูล
ให้ได้มาซึ่ง
ความถูกต้อง
มั่นยำ เที่ยงตรง
3. ด้านกฎหรือวิธีการในการเผยแพร่ข่าวสาร (Rules regarding/distribution) คุณต้องแน่ใจว่าได้ส่งมอบ
ข่าวสาร
หรือนำเสนอข่าวสารได้ตรงกับบุคคลที่ต้องการจะใช้มัน (เอาไปใช้ได้ถูกคน : ensure it is used by
the right people) ถ้าข่าวสารของคุณถึงแม้ว่าจะดีแค่ไหน
แต่นำเสนอผิดคน ข่าวสารนั้นก็จะไม่เกิด
ประโยชน์ต่อผู้ใช้
![]()
Note
: อย่ามอง IS เป็นเพียงแค่การประมวลผลข้อมูล
เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสาร เท่านั้น
คำจำกัดความของระบบสารสนเทศ
( Information
system : IS)
Information
system (IS) :
เป็นกลไกที่จะช่วยให้คนสามารถเก็บรวบรวม
(collect),จัดเก็บ (store), จัดระเบียบ (organize), และใช้ข่าวสาร (use information)
ทำให้สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นระบบ ง่ายต่อการจัดการ ซึ่งกลไกในการจัดการ IS
อาจจะนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดการด้วยหรือไม่ก็ได้ (แต่หลัก ๆ แล้ว มักจะใช้ computers ช่วย) , IS มีความหมายในเชิงกว้าง
การจัดการระบบข่าวสาร (IS) สามารถจัดการด้วยระบบมือได้
(manual)
แต่ช้าและมีข้อผิดพลาดมาก ถ้าจะใช้ดีก็คือนำคอมฯ เข้ามาช่วย
Information
Technologies (IT) :
การนำอุปกรณ์
หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย
เข้ามา support ในการประมวลผล หรือจัดการกับข่าวสาร (เน้นทางด้านอุปกรณ์) ซึ่ง IT จะเป็นตัวเข้ามาช่วย
หรือมา support IS
Note : IT มีความหมายในเชิงแคบ ส่วน IS มีความหมายในเชิงกว้าง
วัตถุประสงค์หลักของระบบข่าวสาร
(IS)
นำเสนอข่าวสาร / ส่งมอบข่าวสาร
ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้
2. System
and Modeling Concepts
แนวคิดเรื่องระบบสารสนเทศพื้นฐาน
(Fundamental Information System
Concept)
จากแนวคิดเรื่อง ระบบ(System Concept) มาเป็นรากฐานของ ระบบสารสนเทศ
ซึ่งในการที่จะทำงานกับ
ระบบสารสนเทศ จะต้องเข้าใจแนวคิดอื่นๆ
ของเทคโนโลยี 3 ประการ ได้แก่
ต้องรู้เรื่อง โปรแกรมประยุกต์
การพัฒนา
และ การจัดการระบบสารสนเทศ
แนวคิดเรื่องระบบ
(System Concept)
ระบบ เป็นกลุ่มข้อมูลส่วนย่อย (Elements) ที่เกี่ยวพันกันหรือทำงานร่วมกันเพื่อประกอบให้เป็นหนึ่งเดียว
บางครั้งเรียกว่า ระบบพลวัต(Dynamic System) ประกอบด้วยส่วนประกอบพื้นฐาน
3 อย่างคือ
1.
การนำเข้า/ข้อมูลนำเข้า
(Input)
2.
การประมวลผล (Process)
3.
การส่งออก/ข้อมูลออก/การแสดงผล/ผลลัพธ์ (Output)
ผลป้อนกลับและการควบคุม (Feedback and Control)
ผลป้อนกลับ/ผลสะท้อน/ผลส่งกลับ (Feedback) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของระบบ
การควบคุม (Control) เป็นการเฝ้าสังเกตและการประเมินผลป้อนกลับว่าระบบได้ดำเนินไปใกล้เป้าหมายหรือไม่

ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ
(Components of an Information
Systems)
ฮาร์ดแวร์
ซอฟต์แวร์
บุคลากร
ข้อมูล
เครือข่าย

แบบจำลองระบบสารสนเทศ (Information System Model) ที่แสดงถึงกรอบความคิดพื้นฐาน
(Fundamental Conceptual Framework)
ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ (Hardware Resources)
อุปกรณ์กายภาพ
(Physical Devices) และวัตถุดิบที่ใช้ในการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งนอกจากเครื่องจักร (Machine)
เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ แล้วยังรวมถึงสื่อข้อมูล (Data
Media)
ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Systems) ประกอบด้วย
หน่วยประมวลผลกลางที่ประกอบด้วยไมโครโปรเซลเซอร์และอุปกรณ์รอบข้างที่หลากหลายเชื่อมต่อกัน
เช่น ระบบไมโครคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ระดับกลาง และระบบคอมพิวเตอร์เมนเฟรม
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์รอบข้างหรืออุปกรเชื่อมต่อ (Computer Peripherals) เป็นอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คีย์บอร์ดหรือเมาส์สำหรับการป้อนข้อมูลและออกคำสั่ง
จอภาพหรือเครื่องพิมพ์สำหรับแสดงสารสนเทศ
จานแม่เหล็กหรือจานนำแสงสำหรับบันทึกข้อมูล
ทรัพยากรซอฟต์แวร์ (Software Resources)
ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เช่น
โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System) ซึ่งควบคุมและสนับสนุนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นโปรแกรมสั่งประมวลผลสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์เฉพาะอย่างโดยผู้ใช้
เช่น โปรแกรมวิเคราะห์การขาย โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรมประมวลผลคำ เป็นต้น
กระบวนคำสั่ง (Procedure) เป็นคำสั่งปฏิบัติการสำหรับผู้ที่จะใช้ระบบสารสนเทศ
เช่น คำสั่งสำหรับการจัดฟอร์มกระดาษ หรือการใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมสำเร็จรูป
ทรัพยากรข้อมูล
(Data Resources)
ข้อมูลเป็นมากกว่าวัตถุดิบของระบบสารสนเทศ
เป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งขององค์กร
ดังนั้นควรมีทรรศนะต่อข้อมูลว่าเป็นทรัพยากรที่ต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ในองค์กร
ข้อมูลอาจอยู่ในหลายรูปแบบ
ทั้งข้อมูลตัวอักขระที่ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรข้อมูลแบบถ้อยความ ( Text) ประกอบด้วยประโยคและวรรคตอนที่ใช้ในการเขียนเพื่อสื่อสาร
ข้อมูลภาพ (Image)
ทรัพยากรข้อมูลของระบบสารสนเทศโดยปกติจะรวบรวมเป็น
ฐานข้อมูล (Databases) ที่เก็บข้อมูลที่ประมวลผลและจัดระเบียบแล้ว
ฐานความรู้
(Knowledge Bases) ที่เก็บความรู้ในรูปแบบหลากหลาย เช่น ข้อเท็จจริง กฎระเบียบ
และกรณีศึกษาตัวอย่างเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจ เป็นต้น
ทรัพยากรเครือข่าย
(Network
Resources)
เครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคม
ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต
กลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับความสำเร็จในการปฏิบัติงานทุกประเภทขององค์กร
แนวความคิดเรื่องเครือข่ายที่เน้นเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร
สื่อการติดต่อสื่อสาร (Communications Media) ตัวอย่างเช่น สายคู่บิดเกลียว/สายทวิชแพ (Twisted-pair) สายโคแอคเซียล (Coaxial) สายใยแก้วนำแสง/สายไฟเบอร์ออฟติค
(Fiber-optic) ระบบไมโครเวฟ
และระบบการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม
การสนับสนุนเครือข่าย (Network Support) ประกอบด้วย
บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
และข้อมูลที่สนับสนุนการปฏิบัติงานและการใช้งานเครือข่ายสื่อสารโดยตรง
ตัวอย่างของหน่วยประมวลผลสื่อสาร เช่น โมเด็ม และหน่วยประมวลผลเชื่อมโยงเครือข่าย
และซอฟต์แวร์ควบคุมการสื่อสาร เช่น ระบบปฏิบัติการเครือข่าย
และโปรแกรมอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์
ทรัพยากรบุคคล
ผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ระบบ โปรแกรมเมอร์
และผู้ควบคุมการทำงาน
ผู้ใช้
ผู้ที่ใช้ระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศในปัจจุบันจะทำงานอยู่บนพื้นฐานของ
CBIS (Coputer-Base Information System)

Note : CBIS คือระบบข่าวสารที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผล ใช้ทำงานเพียงบางอย่างหรืออาจจะทั้งหมด ตามงานที่เราตั้งใจ
3. Information Systems VS
Business Information Systems
ระบบสารสนเทศ
(Information
System)
เป็นการจัดการที่รวบรวมเอา
บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่ายการสื่อสาร และทรัพยากรข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน
เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารภายในองค์กร

รูปที่ 1.2 ระบบสารสนเทศจะใช้ บุคลากร
ข้อมูล ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายการสื่อสาร เพื่อการจัดเก็บ การส่งถ่าย
และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารภายในองค์กร

Note : ระบบสารสนเทศจะ support การทำงานของบุคคล และเป้าหมายขององค์กร จึงเปรียบเสมือนกล่องดวงใจขององค์กร
แนะนำระบบสารสนเทศในงานธุรกิจ
(Introduction to Information Systems in Business)
อะไรที่คุณจะต้องรู้เกี่ยวกับ
IS และ
IT
CEO ของ
บ.ไซม่อนแอนสครัชเตอร์ กล่าวว่า ผมต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี
สารสนเทศที่เปลี่ยนแปลงธุรกิจของเรา
และผมต้องการแน่ใจว่าองค์กรของเราใช้เทคโนโลยีอย่างได้ผล ดังนั้น
ผมยอมทุ่มเทเวลาเพื่อพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีใหม่...
ผมยังคาดหวังว่า CIO ของผมจะมีมุมมองที่แข็งแกร่งในเรื่องของเทคโนโลยีและผู้จัดการในสายงานของผมจะเข้าใจในเทคโนโลยีและสามารถใช้งานได้อย่างดี
ที่กล่าวมาเป็นคำพูดของ โจนาทาน นิวคอมบ์ ประธานและ CEO
แม้กระทั่งประธานระดับสูงหรือผู้จัดการก็ต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในการปรับใช้ระบบ
สารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศในการแก้ปัญหาด้านธุรกิจ
โดยแท้จริงแล้ว
ความมั่นคงของธุรกิจขึ้นอยู่กับผู้จัดการและพนักงานทั้งหมดที่จะจัดการกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศของพวกเขา
ดังนั้นคำถามที่สำคัญสำหรับผู้ใช้หรือผู้จัดการ
คือ อะไรที่คุณต้องการจะรู้ในการจัดการ
เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
ข้อมูล และเน็ตเวิร์ค สำหรับกำหนดกลยุทธ์เพื่อความสำเร็จของบริษัทคุณ
![]()
Note
: CEO (Chief
Executive Officer) , CIO (Chief
Information Officer)
กรอบงานสำหรับใช้ระบบสารสนเทศในงานธุรกิจ (Framework for Business End User)
คุณจะสามารถใช้
IS ในเชิงธุรกิจได้นั้น คุณต้องมีความรู้และความเข้าใจใน 5
ประการหลักต่อไปนี้
-
พื้นฐานแนวความคิด
(Foundation Concepts)
-
เทคโนโลยี
(Technology)
-
การประยุกต์ใช้
(Application)
-
การพัฒนา
(Development)
-
การจัดการ
(Management)

รูปที่ 1.1
ขอบข่ายงานหลักของระบบสารสนเทศตามความต้องการของผู้ใช้ในทางธุรกิจ
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ (Perspective)
มุมมองผู้ใช้ (End User Perspective)
ผู้ใช้
: จะหมายถึง ใครก็ตามที่ใช้ระบบสารสนเทศหรือเทคโนโลยีสารสนเทศในขั้นตอนการทำงาน
จะ เรียกว่า ผู้ใช้ (End
User) โดยแยกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ
คือ
1) กลุ่มบุคคลที่มีความชำนาญในระบบสารสนเทศ
(Information System Specialists ) ได้แก่ นักวิเคราะห์ระบบหรือนักเขียนโปรแกรมมืออาชีพ
2) กลุ่มผู้ใช้งานการจัดการ
ได้แก่ ผู้จัดการ ผู้ประกอบการ
หรือผู้บริหารมืออาชีพที่ใช้ระบบสารสนเทศในการจัดการ
ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร
คุณสามารถเพิ่มโอกาสเพื่อความสำเร็จได้โดยการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
องค์กรมักต้องการบุคคลที่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย
เพื่อเพิ่มผลผลิต
มุมมองขององค์กร
(
ระบบสารสนเทศระหว่างเครือข่ายมีบทบาทต่อความสำเร็จทางธุรกิจขององค์กรเป็นอย่างมาก
เช่น อินเทอร์เน็ต, และเครือข่ายภายในที่มีการทำงานเหมือนอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า อินทราเน็ต
(Intranet) และเครือข่ายการจัดการระหว่างองค์กร (Interorganizational)
ที่เรียกว่า เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) ซึ่งสามารถจะเตรียมข้อมูลที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในความต้องการของธุรกิจสำหรับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ
การจัดการที่มีประสิทธิภาพและได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
ทั้งนี้เพราะระบบสารสนเทศพื้นฐานคอมพิวเตอร์
(Computer-based Information Systems) ที่เกี่ยวพันกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
การออกแบบ การปฏิบัติงาน และการใช้ของบุคคลในแต่ละขององค์กร ดังนั้น
ความสำเร็จของระบบสารสนเทศนั้นจะต้องมีทั้ง
Efficiency
และ Effectiveness

รูปที่ 1.3
ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศต้องมีการรองรับกลยุทธ์ทางธุรกิจขององค์กร
ขั้นตอนการทำงานของธุรกิจ
โครงสร้างขององค์กรและวัฒนธรรมที่จะเพิ่มมูลค่าของบริษัทภายใต้สิ่งแวดล้อมของธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Note :
ประสิทธิภาพ
(Efficiency ) = (output
/ input)
เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดโดย การดูที่ Output
ที่ได้
วัดได้จากปริมาณการใช้
ทรัพยากรในการนำเข้าสู่ระบบ
(inputs)
กับปริมาณที่กลายมาเป็นผลลัพธ์ (outputs) ทรัพยากรเป็น
ทรัพยากรที่มีอยู่ระบบอย่างจำกัด เช่น
ใช้วัสดุในการผลิตน้อยชิ้นแต่ผลิตได้ผลลัพธ์จำนวนมาก จัดได้ว่า
กระบวนการมีประสิทธิภาพ ใช้วัสดุได้คุ้มค่า
ประสิทธิผล
(Effectiveness) = (outcome
/ input)
เป็นการวัดความความพึงพอใจโดยการดูที่ Outcome ที่ได้ ว่าการทำงานนั้นบรรลุเป้าหมาย
หรือไม่ สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราปฏิบัติ ไปถึงเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน ประสิทธิผล (Effectiveness) จะ ต้องสร้างความพึงพอใจให้กับธุรกิจ และกลุ่มคน
หรือตัวอย่างของการทำงานเสร็จเร็วกว่ากำหนด ก็จัดได้ว่ามีประสิทธิผล
สังคมสารสนเทศโลก
(Global
Information Society)
สังคมสารสนเทศโลก
เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกที่จะเพิ่มขึ้นตามการสร้างสรรค์ การจัดการ
และการเผยแพร่ทรัพยากรสารสนเทศผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายโลก เช่น อินเทอร์เน็ต
ผู้คนเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรมาสู่อาชีพการบริการหรือพนักงานที่มีความรู้
(Knowledge Workers)
ผลกระทบทั้งอดีตและอนาคตของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อธุรกิจ
บุคคล และสังคม ใน
ในช่วงแรกของการใช้เทคโนโลยีในสังคมโลกจะ
เป็นช่วงของเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์ ไมโครคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์การสื่อสารโทรคมนาคม
และปัจจุบันขณะนี้พวกเรากำลังอยู่ในในช่วงเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างองค์กร
(Internetworking
4. Why
Study Information System?
ทำไมระบบสารสนเทศจึงมีความสำคัญ? -
ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ ความสำเร็จในธุรกิจ
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้จัดการ ผู้ประกอบการ หรือนักธุรกิจมืออาชีพ
ระบบสารสนเทศเป็นสิ่งที่สำคัญที่คุณจะต้องมีพื้นฐานความเข้าใจเหมือนที่คุณเข้าใจสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
กรณีศึกษา : การปรับเปลี่ยนการวิจัยการตลาดบนอินเทอร์เน็ต (NFO Research and TalkCity)
ในโลกธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย (Focus Groups) เป็นเครื่องมือในการวิจัยทางการตลาดที่สำคัญสำหรับการค้นหาความต้องการของลูกค้า โดยการช่วยเหลือของ จอห์น สเคลลี่ร์
ผู้บริหารคนก่อนของบริษัทแอปเปิ้ล (Apple)
จึงมีการปรับเปลี่ยนการวิจัยการตลาดครั้งใหญ่ เป็นการทำงานในเชิงธุรกิจแบบใหม่ที่ใช้การสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต
(Online Chat) ที่ TalkCity (http://www.talkcity.com) เกิดเป็นกลุ่มเป้าหมายออนไลน์ (Online Focus Groups) ขึ้น
จากกลุ่มเป้าหมายแบบดั้งเดิม จะมีการกำหนดกลุ่มก่อนที่นำไปรวมกันในห้องประชุม
โดยมีพิธีกรเป็นผู้คอยแนะนำแนวทางให้กับสมาชิกในกลุ่ม
ให้มีการสนทนาเพื่อทดสอบด้านทัศนคติเกี่ยวกับสินค้า
โดยมีเจ้าของสินค้าเฝ้าสังเกตการสนทนาอยู่ที่ด้านหลังของกระจกที่มองเห็นได้ด้านเดียว
หรือใช้กล้องวีดีโอบันทึกระหว่างการประชุม
สำหรับเจ้าของสินค้าที่ไม่สามารถมาร่วมการสังเกตในห้องประชุมได้
กลุ่มเป้าหมายออนไลน์ จะเป็นการทำงานแบบเดิม เพียงใช้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกันกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั่วประเทศ
โดยการเลือกผู้บริโภคกว่าแสนครอบครัวจากฐานข้อมูล
สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิกในกลุ่ม คือ
การได้รับการเชื้อเชิญผ่าน E-mail โดยจะได้รับ URL และพาสเวิร์ดเข้าเว็บไซท์ของ TalkCity
เมื่อพวกเขาเข้าสู่เว็บไซท์
พิธีกรของ TalkCity จะเข้าไปทักทายพวกเขา ซึ่งผู้ที่มีส่วนร่วม 525
คน จะต้องเข้าสู่ระบบภายในตารางเวลาที่กำหนดครั้งละ 6090
นาที โดยมีการตั้งคำถามไปยังสมาชิกในกลุ่ม ผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคนจะทำการพิมพ์สิ่งที่เป็นความต้องการของพวกเขาลงไป
นอกจากการวิจัยระบบออนไลน์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้เป็นอย่างมากแล้ว
ลูกค้ายังได้รับการส่งทุกๆ
ถ้อยคำจากกลุ่มเป้าหมายภายในระยะเวลาไม่ถึงชั่วโมง ซึ่งหากเป็นระบบดั้งเดิมจะใช้เวลาประมาณวันหรือสองวันและข้อมูลที่ได้รับจะไม่สมบูรณ์เท่ากับแบบออนไลน์
นอกจากนั้น NFO
ยังทำการออนไลน์กับกลุ่มบริษัทที่อยู่ห่างไกล
บริษัทสายการบิน สาขาร้านอาหารฟาสท์ฟูด
และกลุ่มลูกค้าอื่นๆ และกล่าวว่า ภายในห้าปี 3040% ของการวิจัยการตลาดจะเป็นการสื่อสารแบบทันทีทันใด (Interactive)
คำถามกรณีศึกษา
1.
อะไรเป็นประโยชน์และขีดจำกัดของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเปลี่ยนแปลงระบบกลุ่มเป้าหมายแบบเก่ามาเป็นระบบออนไลน์
2.
คุณจะแนะนำให้บริษัทอื่นๆ ใช้การทำงานแบบกลุ่มเป้าหมายในเว็บไซท์
(Web-based
Focus Groups) หรือไม่ และทำไม
3.
ธุรกิจหรือขั้นตอนการทำงานการตลาดใดบ้างที่สามารถปรับปรุงโดยการใช้การสื่อสารระหว่างกลุ่มเป้าหมายในเว็บไซท์ (Web-based Group
Interactive)
การวิเคราะห์บริษัทวิจัย NFO และ
TalkCity
จากตัวอย่างที่เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตและเว็บไซท์ แสดงถึงการปฏิวัติการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวงการธุรกิจ
จากการคิดค้นของบริษัทวิจัยการตลาดของ NFO โดยใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการสนทนาบนอินเทอร์เน็ตของ
TalkCity ซึ่งจะเห็นได้ว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการทำงานของกลุ่มเป้าหมายออนไลน์ ช่วยในการพัฒนาสินค้า
ช่วยสนับสนุนด้านลูกค้าหรืองานอื่นๆ ระบบสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและเพิ่มบทบาทในธุรกิจ
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถช่วยให้ธุรกิจทุกประเภทปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลในขั้นตอนการทำงานของธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
ทั้งการจัดการด้านการตัดสินใจ และการร่วมมือในการทำงานเป็นกลุ่มให้เกิดความแข็งแกร่งในการต่อสู้ในเชิงธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตและระบบสารสนเทศจะกลายเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จภายใต้สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
5. Roles of IS in
the Organization
ทำไมธุรกิจจึงต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ?
เทคโนโลยีสารสนเทศมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามมาตรฐานของธุรกิจ
การบริการลูกค้า การปฏิบัติงาน สินค้า และกลยุทธ์ทางการตลาด ปัจจุบันคอมพิวเตอร์นั้นสามารถสนับสนุนการใช้งานได้ทั้งที่โต๊ะทำงาน
ห้างร้าน คลังสินค้า หรือแม้กระทั้งในกระเป๋าเอกสาร เทคโนโลยีสารสนเทศจึงกลายมาเป็นส่วนประจำวันของชีวิตธุรกิจ
สาเหตุเบื้องต้นสำหรับการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศในธุรกิจ แบ่งออกเป็น 3 บทบาทสำคัญดังรูปด้านล่าง

รูปที่ 1.7 บทบาทหลักของระบบสารสนเทศ
ซึ่งสนับสนุนการปฏิบัติงานของธุรกิจ การบริหารการตัดสินใจ
และกลยุทธ์ที่ทำให้ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
เหตุผลของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ?
1. การเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ(Increasing Value of IT)
- การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจทุกวันนี้
ทำให้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี
สารสนเทศกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
- ช่วยดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
อันประกอบไปด้วย
การประมวลผลระหว่างเครือข่าย การใช้เครือข่ายระหว่างองค์กร การสื่อสารไร้พรหมแดน
การยกเครื่องทางธุรกิจ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเหนือกว่าคู่แข่งขัน
นั่นเป็นสาเหตุหลักว่าทำไมทุกวันนี้ธุรกิจจึงต้องการเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. การใช้คอมพิวเตอร์ระหว่างเครือข่าย (Internetworking of Computing)
- เครือข่าย
เป็นหนึ่งในทิศทางที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
- จากเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กสู่เครื่องเมนเฟรมขนาดใหญ่
กลายเป็นระบบเครือข่ายหรือการเชื่อมต่อภายใน อันได้แก่ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต
และเครือข่ายโทรคมนาคมอื่นๆ
- เครือข่ายนี้กระจายความสามารถให้คอมพิวเตอร์ในการจัดการภายในองค์กรได้ทั้งหมด
โดยทำงานแบบแม่ข่ายลูกข่ายหรือผู้รับบริการผู้ให้บริการหรือไคลเอ้นท์เซิร์ฟเวอร์
(Client/S erver) ที่เชื่อมต่อเครื่องลูกข่ายของผู้ใช้
(Client) เข้ากับแม่ข่าย (Server) เพื่อการใช้ข้อมูล
โปรแกรม และฐานข้อมูลร่วมกัน
- แนวโน้มที่จะลดขนาด (Downsizing)
ของระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
3.
เครือข่ายระหว่างองค์กร (The
Internetworked
- ธุรกิจในปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายระหว่างองค์กร
โดยใช้อินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายที่ทำงานคล้ายกับการทำงานของอินเทอร์เน็ตภายในบริษัท
( อินทราเน็ต) และยังมีการส่งผ่านระหว่างบริษัทหรือไปยังหุ้นส่วน ( เอ็กซ์ทราเน็ต)
รวมถึงเครือข่ายอื่นๆ ด้วย
- พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Commerce) หรือที่รู้จักกันในชื่อ E-Commerce
เป็นการซื้อการขาย การตลาด การบริการสินค้า งานการให้บริการ
และข้อมูลสารสนเทศบนเครือข่าย ทุกขั้นตอนของการ
ค้าขาย
รวมทั้งสื่อมัลติมีเดียในการโฆษณา ข้อมูลผลิตภัณฑ์สินค้า การช่วยเหลือลูกค้าบน WWW ความ
ปลอดภัยของระบบกลไกการจ่ายเงิน
ตัวอย่างของ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้เว็บเพจที่มีสื่อมัล
ติมิเดียแสดงรายการสินค้าบนอินเทอร์เน็ตมีเอ็กซ์ทราเน็ตที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงในฐานข้อมูลรายการสินค้า
และใช้อินทราเน็ตรวมกันของพนักงานขาย
- ระบบการทำงานร่วมกัน (Enterprise
Collaboration Systems) จะเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือสำหรับการทำงานเป็นกลุ่ม
(Groupware Tools) เพื่อรองรับการสื่อสาร การประสานงาน
และการทำงานร่วมกัน
ของสมาชิกในเครือข่าย
ตัวอย่างเช่น พนักงานและที่ปรึกษาภายนอกอาจมีการทำงานร่วมกันทาง
อินทราเน็ต
หรือใช้อินเทอร์เน็ตในการส่งอีเมล์ การประชุมทางไกล (Videoconferencing) การสนทนาใน
กลุ่มโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์
และสื่อมัลติมีเดียบนเว็บเพจ
4. ยุคโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Globalization and IT)
- หลายๆ
บริษัทอยู่ในขั้นตอนการทำงานของยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) กลายเป็น
องค์กรระหว่างเครือข่ายโลก
(Internetwork Global
ตัวอย่างเช่น
: การขยายตลาดออกไปทั่วโลกสำหรับสินค้าและบริการ
การร่วมเป็นพันธมิตรกับหุ้นส่วนทั่วโลก
และการต่อสู้กับคู่แข่งเพื่อลูกค้าจากทุกมุมโลก
5. การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจ
เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาแทนที่ความพยายามของมนุษย์ มนุษย์จะพยายามให้ระบบทำงานตามขั้นตอนอย่างอัตโนมัติ
เรียกว่า BPA
(Business Process Automation)
หมายถึง การปรับปรุงระบบงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ
โดยนำอุปกรณ์คอมหรือเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่สิ่งที่เป็น Manual ,คล้ายกับการเปลี่ยนโถส้วมจากแบบนั่ง เป็นแบบกดชักโครก
เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มพูนความพยายามให้มนุษย์
มนุษย์จะพยายามลดขึ้นตอนการทำงาน
เรียกว่า BPI (Business Process Improvement) หมายถึง การปรับปรุงเรื่องของ process , Function
การทำงาน เพื่อให้กระบวนการทำงานดีขึ้น ตัดขั้นตอนที่พุ่มเฟือย หรือไม่จำเป็นทิ้งไป
แต่ output ได้คงเดียว ในเวลาที่เร็วขึ้น
เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่
ก็จะต้องทำการปรับเปลี่ยนชุดของงาน(ทีมงาน)หรือขั้นตอนการทำงาน เรียกว่า BPR (Business Process Reengineering) หมายถึง การโล๊ะของเดิมทั้งหมด ให้เริ่มทำใหม่ เช่นระบบห้องสมุด
ไมเคิล
แฮมเมอร์ ผู้นำในการปรับเปลี่ยน กล่าวว่า
คิดใหม่
ออกแบบใหม่อีกครั้งสำหรับขั้นตอนการทำงานของธุรกิจเพื่อให้ประสบความสำเร็จ เช่น
ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว
EX:
บทบาทเก่า
: ผู้จัดการเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด
เทคโนโลยีสารสนเทศ
: เครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ ( การเข้าถึงฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์แบบจำลอง)
บทบาทใหม่
: การตัดสินใจในส่วนของงานสำหรับทุกคน
บทบาทเก่า
: ผู้ชำนาญที่สามารถจัดการกับงานที่ซับซ้อนได้เท่านั้น
เทคโนโลยีสารสนเทศ
: ระบบผู้ชำนาญงาน
บทบาทใหม่
: บุคคลทั่วไปสามารถทำงานของผู้เชี่ยวชาญได้
6. เทคโนโลยีสารสนเทศกับความได้เปรียบคู่แข่งขัน Competitive Advantage with IT)
-
กลยุทธ์ด้านต้นทุน (Cost Strategies)
-
กลยุทธ์ด้านความแตกต่าง (Differentiation Strategies)
-
กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม (Innovation Strategies)
บทบาทพื้นฐานหลักของระบบสารสนเทศที่มีต่อความสำเร็จขององค์กรธุรกิจ
ประกอบด้วย
3 บทบาท ได้แก่
1. สนับสนุนการประมวลผลและการดำเนินงานของธุรกิจ
2. สนับสนุนการตัดสินใจของฝ่ายจัดการ
3. สนับสนุนกลยุทธ์เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน
ซึ่งระบบสารสนเทศที่
support งานทั้ง
3 ด้านนี้ มีดังนี้
1. สนับสนุนการประมวลผลและการดำเนินงานของธุรกิจ
(Operations Support Systems :
1.1. ระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง
(Transaction Processing Systems : TPS)
1.2. ระบบการควบคุมการประมวลผล
(Process Control Systems)
1.3. ระบบความร่วมมือองค์กร
( Enterprise Collaboration Systems)
2. สนับสนุนการตัดสินใจของฝ่ายจัดการ (Management Support Systems : MSS)
2.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
(Management Information Systems : MIS)
2.2 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
(Decision Support Systems : DSS)
2.3 ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร
(Executive Information Systems : EIS)
*ระบบสารสนเทศอื่นๆ
(Other Classifications of
Information Systems)
2.4
ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems)
2.5
ระบบการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management Systems)
3. สนับสนุนกลยุทธ์เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน
(Strategic Information Systems :SIS)
อาจเป็นระบบสารสนเทศใดก็ได้ที่อยู่ในกลุ่มของ
3.1 ระบบสารสนเทศเชิงธุรกิจ (Business Information Systems)
สนับสนุนทั้งปฏิบัติการและการจัดการของธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น
ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต้องการสารสนเทศของยอดขายและแนวโน้มจากระบบสารสนเทศการตลาด
ผู้จัดการฝ่ายการเงินต้องการสารสนเทศเรื่องต้นทุนการเงินและผลตอบแทนการลงทุนจากระบบสารสนเทศการเงิน
ดังนั้นระบบสารสนเทศเชิงธุรกิจได้จัดเตรียมผลิตภัณฑ์สารสนเทศที่หลากหลายให้แก่ ผู้จัดการ
เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจตามแต่ละหน้าที่ทางธุรกิจที่รับผิดชอบ
3.2 ระบบสารสนเทศแบบบูรณาการ (Intergrated Information Systems)
เป็นการบูรณาการโดยรวบรวมระบบสารสนเทศหลายประเภทเข้าด้วยกัน
หรือแบบทำได้หลายหน้าที่
(Cross-functional)
Note
: ระบบสารสนเทศส่วนใหญ่ ถูกออกแบบให้ผลิตสารสนเทศและสนับสนุนการตัดสินใจใน หน้าที่ทางธุรกิจและการจัดการในหลายๆระดับ
เช่น ระบบเงินเดือนเป็นการประมวลผลเวลาทำงานพนักงานจากบัตรลงเวลาและพิมพ์เช็คเงินเดือนให้พนักงานซึ่งเป็นระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง
ระบบสารสนเทศที่ใช้ข้อมูลเงินเดือนในการผลิตรายงานวิเคราะห์แรงงานแสดงผลต่างและแนวโน้มต้นทุนค่าแรง
สรุป
(Summary)
แนวคิดและคำนิยาม (Information System :Concepts and
Definitions)
คุณลักษณะของระบบสารสนเทศ
ü
ในองค์กรหนึ่ง
ๆ สามารถมี IS หลายประเภทที่แตกต่างกัน
ü
ข้อมูลจะถูกรวบรวม
นำข้อมูลที่เป็นอิสระมาเชื่อมโยงกัน
ü ระบบสารสนเทส ที่มีการเชื่อมต่อ หมายถึง ระบบที่ใช้ electronic networks ผู้คนสามารถสื่อสารและข้าถึงข้อมูลขององค์กรได้
ü
ระบบสารสนเทศในองค์กรขนาดใหญ่
(
ü
ระบบที่มีความแตกต่างกัน
สามารถเชื่อมต่อกันได้
ü
การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ
(Information resource) ต้องถูกจัดการโดยฝ่ายระบบสารสนเทศ (Information System Department
:ISD) และพนักงานที่มีหน้าที่ทำงานในหน้าที่นั้น ๆ ( Users
in functional units)
ระบบสารสนเทศมีความสำคัญต่อองค์กรดังนี้
ก่อให้เกิดความสำเร็จของธุรกิจ
เช่น การทำงานบัญชี การเงิน การปฏิบัติการจัดการ การตลาด
และการจัดการทรัพยากรมนุษย์
ช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ
เช่น ช่วยพนักงานเพิ่มผลผลิตและมีกำลังใจ
ช่วยในด้านการบริการลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจ
ทรัพยากรสารสนเทศช่วยส่งเสริมสำหรับการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีการแข่งขัน
ทำให้องค์กรสามารถวางแผนเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในโลกของการแข่งขัน
เป็นทรัพยากรหลักขององค์กรที่ช่วยในการจัดการทำงบประมาณในการดำเนินธุรกิจ
มีความสำคัญและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ช่วยให้โอกาสในการประกอบอาชีพแก่คนจำนวนมาก
สัปดาห์ที่
1 (3 คาบหลัง)
หัวข้อ
(Topic)
General
Issue in Information System Management of Organization
Managing
in the Information Age and Strategic Importance of IT
1.
How Organizations Use
Information / IT Organizations
2. IT Management Challenges and
Issues
3. การจัดการการเจริญเติบโตของ
IT ในองค์กร (Managing Mature IT Organizations)
Information
System Department (ISD)
General Issue in Information System Management of Organization
ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานของกลุ่มคนในองค์กร
1. สนับสนุนระดับปฏิบัติการ (Operational)
ระบบที่ใช้ Operational คือ เจ้าหน้าที่ระดับพนักงาน ที่ปฏิบัติงานประจำวันภายในองค์กร
(Day-to-day operations of an organization)
2. สนับสนุนระดับบริหารจัดการ (Managerial)
ใช้กับผู้บริหารระดับกลาง วางแผนระยะสั้น เช่น บัญชีควบคุมเงิน โรงงาน ควบคุมการผลิต ใช้สถิติในการวิเคราะห์ โดยเตรียมประเภทของการ support เช่น สถิติโดยรวม รายงานพิเศษ การวิเคราะห์เปรียบเทียบ
3. สนับสนุนระดับกลยุทธ์ (Strategic)
ระบบกลยุทธ์ ทุกหน่วยงานมีกลยุทธ์ของตน เพราะเราต้องพยายามหนีคู่แข่ง เช่น
- Intel ลงทุนมหาศาลในการผลิต chip ซึ่งคนอื่นลงทุนแข่งไม่ได้
- Lotus ก็เช่นกัน
- ในอดีต bank กรุงเทพฯ มีสาขามาก ถือว่าชนะคู่แข่ง

ระบบข่าวสาร สนับสนุนการทำงานของคนในองค์กร
ระบบสารสนเทศและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
(Information Systems & People)
การแสดงข้อมูลข่าวสารบนระบบ Web Base สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ เช่น
- ธุรกิจใหม่ ๆ สามารถอยู่บน EC ได้
-
ใช้ในการสื่อสาร
-
ใช้เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด
-
ต่อรองกับคนขายได้
การจำแนกประเภทของระบบสารสนเทศ (Classifications
of Information Systems)
สามารถจำแนกได้ 4 ประเภท
1. จำแนกตามโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure)
2. จำแนกตามหน้าที่การทำงาน (Functional Area)
3. จำแนกตามการเตรียมการสนับสนุน (Support Provided)
4. จำแนกตามสถาปัตยกรรม (System Architecture)
1. จำแนกตามโครงสร้างองค์กร
(Organizational Structure)
สำหรับองค์กร
จะมีการจัดผังแบบแผนก ทีม หรือหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น จะมีแผนกทรัพยากรบุคคล แผนกการเงิน บัญชี ลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งจัดเป็นองค์ประกอบโครงสร้างขององค์กร
อีกแนวหนึ่งของการจัดกลุ่มตามโครงสร้างองค์กร
คือ จะมีการค้นหาข้อมูลข่าวสาร ที่ใช้สำหรับสำนักงานใหญ่ สำหรับแผนก และบุคคล แต่ละระบบจะเป็นแบบ Stand Alone
การใช้ระบบสารสนเทศสำหรับแผนกนั้น
จะขึ้นอยู่กับความถี่ของการใช้โปรแกรมในการทำงานในส่วนนั้น ๆ
ในองค์กรขนาดใหญ่ อาจมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน เช่นระบบข่าวสารทีเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล
จะเรียกว่า ระบข่าวสารทรัพยากรมนุษย์ และบุคคลก็จะมีการประสานงานกับทุกแผนก
การออกแบบ IS อาจมี มี 2 Option คือ เพื่อให้ใช้งานแบบ divisional(ออกแบบเป็นระบบย่อย) หรือ centralized (ออกแบบเป็นระบบศูนย์กลาง) ซึ่งเราสามารถนำระบบ
2. จำแนกตามหน้าที่การทำงาน (Functional Area)
เช่น
งานตามหน้าที่ต่อไปนี้
Ø The
accounting information system : ระบบสารสนเทศด้านบัญชี
Ø The
finance information system
: ระบบสารสนเทศด้านการเงิน
Ø The
manufacturing (operations/production) information system : ระบบสารสนเทศด้านการผลิต / โรงงาน
Ø The
marketing information system : ระบบสารสนเทศด้านการตลาด
Ø The
human resources management information system : ระบบสารสนเทศด้านบุคลากร
3. จำแนกตามการเตรียมการสนับสนุน
(Support Provided)
Ø Transaction processing system (TPS) : ระบบประมวลผลรายการ สนับสนุนงานที่มีกิจกรรมซ้ำ ๆ หรืองานเสมียน (support สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ )
TPS
: จะสนับสนุนการประมวลผลรายการเคลื่อนไหวต่าง ๆ , การตรวจสอบ การเก็บรวบรวบ การประมวลผล และกระจายข่าวสารสำหรับใช้ในระบบ ,
TPS มีความสำคัญต่อองค์กรมาก เช่น การเดินรายการของ bank , พนักงานบางคนทำงานที่เป็นรายการปรับปรุงเร็วมาก คนอื่นก็จะเข้า Queue คอยใช้บริการตลอด
ทำให้เป็นการเพิ่มภาระงานของเขามากขึ้น , ในขณะที่อีกคน process แฟ้มรายการช้า เขาก็จะทำงานได้ช้ากว่าอีกคนหนึ่ง (ซึ่ง ณ. จุดนี้
เวลาพิจารณาเงินเดือน ผู้บริหารก็ได้ข่าวสารในส่วนนี้ไม่ครบ
เพราะไม่มีคนมานั่งเฝ้าเวลาทำงาน ) , TPS จะมีการเดินรายการทุกวัน
ลักษณะของการใช้โปรแกรม TPS
ü ป้อนข้อมูลเข้าสู่โปรแกรม
ü ระบบจะประมวลผลตามเงื่อนไขที่กำหนด
ü ระบบ TPS จะมีการรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตามความถี่ของงานในแต่ละวัน งาน TPS
มักจะเป็นแบบ real time
ü การปฏิบัติงานทางด้านการเงิน บัญชี และอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญกับ งานกิจวัตรประจำวันทางธุรกรรมขององค์กร เช่น การจ่ายเงินเดือนลูกจ้างอย่างสม่ำเสมอ รายการข้อมูลลูกค้า ตำแหน่ง การซื้อ ใบสั่งซื้อ เอกสารต่าง ๆ เป็นรายการธุรกรรมบางส่วนขององค์กร ซึ่งอาจยังใช้แรงงานคนอยู่
ü TPS ส่วนมากจะมีวงจรแค่ภายในบริษัทเท่านั้น
Ø Management information system (MIS) : สนับสนุนผู้บริหารระดับกลาง , support หน้าที่และกิจกรรมหลักของผู้จัดการ
หน้าที่ของระบบ MIS
- เป็นระบบสารสนเทศที่มีความสำคัญ ต่อความเชื่อมั่นในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อสร้างประสิทธิภาพ
- MIS จะทำให้เรารู้ว่าธุรกิจของเรามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
, ใช้ในการวางแผนและควบคุมการทำงาน
- หน้าที่ของ MIS คือ การจัดเตรียมข่าวสารเมื่อสิ้นงวด เช่น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน
-
MIS ที่อยู่ตามหน่วยงานจะมีการใช้ MIS
หลายแบบ เช่น
ใช้แบบสิ้นเดือนหรือสิ้นงวด (Periodic) และเมื่อสิ้นเดือนหรือสิ้นปีก็จะตรวจสอบว่า
การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพหรือไม่
- ใช้ข้อมูล MIS ในการวางแผน ตรวจสอบ และควบคุม เช่น ใช้กำหนดเป้าหมายในการขาย
Ø Knowledge management system (KMS) : เพื่อไม่ให้ความรู้สูญหายและ นำไปพัฒนาระบบ ES
Ø Office automation system (OAS) : สนับสนุนการทำงานของพนักงานประจำ เช่น LotusNote
Ø Decision support system (DSS) : สนับสนุนการตัดสินของผู้บริหารระดับสูง และนักวิเคราะห์
Ø
Ø Group support system (GSS) : สนับสนุนการทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ผ่าตัดผ่านดาวเทียม
Ø Intelligent support system : ช่วยจัดการงานของผู้บริหาร เช่น โปรแกรม IA:
Intelligent Agent ทำตารางนัดหมาย จบ Mail ที่ไม่พึงประสงค์ , เรียนรู้พฤติกรรมการทำงานของตัวเรา จดจำ และทำตาม
วิวัฒนาการของระบบสนับสนุน
(Evolution of Support Systems)
ก่อนปี 1950 Transaction processing system (TPS)
1960 Management information systems (MISs)
หลังปี 1960
Office
automation system (OAS)
ก่อนปี 1970
Decision
support system (DSS) จะอาศัยความรู้ด้านสถิติ เช่น CMORSE
C = com,
M = mathmatic,
O = opeation,
R = research,
S = solution,
E = economic
ก่อนปี 1980 Executive information systems(EIS)
Group support systems (GSSs)
กลางปี 1980 Expert systems (ES)
Knowledge management systems (KMS)
1990 Artificial neural networks (ANNs)
Interrelated Support
Systems

4. จำแนกตามสถาปัตยกรรม (System Architecture)
เราจะต้องรู้เกี่ยวกับความต้องการข่าวสารสำหรับงานนั้น ๆ ก่อน , รู้ความต้องการข่าวสารที่จะนำไปใช้กับงานสิ่งสำคัญในการออกแบบระบบสารสนเทศ คือ จะต้องทราบว่าธุรกิจหลักขององค์กรคืออะไร? นี่คือแนวคิดของสถาปัตยกรรมสารสนเทศ สถาปัตยกรรมระบบสารสนเทศจะต้องบอกให้ทราบได้ถึง รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่อง (specific computer), เครือข่าย, ฐานข้อมูล และการจัดการ สถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เป็นลักษณะภายนอกของการออกแบบ IS
จำแนกระบบสารสนเทศตามสถาปัตยกรรมได้ 3 ชนิด
1. จำแนกตามระบบเครื่องเมนเฟรม (A mainframe-based system)
2. จำแนกตามระบบเครื่อง PC ไม่มีการเชื่อมต่อเครือข่าย (A standalone personal computer : PC)
3. จำแนกตามระบบการประมวลผลแบบกระจายหรือประมวลผลผ่านเครือข่าย
(A distributed or a networked computing system)
Managing in the Information Age and Strategic Importance of IT
1. How Organizations
Use Information /
IT Organizations
เทคโนโลยีสารสนเทศในยุคของดิจิตอล ( Information Technology in the Digital Age)
แรงกดดันทั่วโลกทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในธุรกิจ ซึ่งองกรณ์ต่าง
ๆ จะนำ IT เข้ามาประยุกต์ใช้กับ
Core
Business ของตนเอง
ทำให้เกิดระบบต่าง ๆ เช่น
-
E-Commerce : รูปแบบการค้าขายบน web แบบใหม่
-
Knowledge Management : จัดการองค์ความรู้ โดยนำความรู้จากประสบการณ์ในอดีตกลับมาใช้ใหม่ได้
โดยอาศัย IT
- Data Mining : สามารถสกัดข้อมูลกองโตที่อยู่ในฐานข้อมูล
ให้เห็นถึงข้อมูลที่ซ่อนอยู่ (Unkonw)
-
CRM : ให้ความสำคัญกับลูกค้า ต้องสามารถชักจูงลูกค้าได้
-
ERP : มักใช้ระบบนี้กับโรงงานผลิต
ความสามารถของระบบ เช่น สามารถทำระบบจัดซื้อ , วางบิล,
จัดการกับระดับสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม
ตัวอย่างของบริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีก ที่ได้นำ IT และพัฒนาระบบ IS เฉพาะของตนเองขึ้นใช้
งาน และได้ขึ้นชื่อว่าติด Chart
อันดับ 1 ของอเมริกา
สำหรับ การบริการจัดการระบบ IS
ได้แก่ห้าง Wall Mart
-
มีการตัดยอดสินค้า
ณ. POS และส่งไปยังบริษัทคู่ค้า
(Just- in-Time) ช่วยลดปัญหาสินค้าคงเหลือ (Discount
Store)
บริษัทธุรกิจคอมพิวเตอร์ (Dell Computer) ฟื้นตัวเอง โดยปรับกระบวนการทางธุรกิจ
(Business Process) โดยการควบคุมทั้งระบบ เช่น
ระบบขาย ระบบผลิต ซึ่ง Dell จะใช้วิธีขายสิ้นค้าทาง
Internet และจะส่งยอด Order ของลูกค้าไปยัง
Supplier จึงทำให้
Dell มีสินค้าคงเหลือน้อยมาก และได้สินค้าที่ทันสมัย (ได้สินค้าเร็วกว่าที่อื่น 30,60 วัน)
บริษัท SAP ใช้ระบบ SCM(Supply Chain Management) ซึ่งจะคล้ายกับ ERP ,องค์กร
โดยใช้ ERP
ปัจจุบันเรามีการใช้เทคโนโลยีใหม่
ๆ , มีการใช้
web มากขึ้น เพราะสามารถตอบสนองได้เร็ว
มีการใช้ Internet, Intranet, Extranet มากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีค้าขาย
ที่มากขึ้นกว่าในอดีต
M-commerce (Mobile Commerce) : ธุรกิจไร้สาย เช่น อิริคสัน
เอามาใช้ติดต่อทางธุรกิจ และใช้ Sampian เป็น OS บนมือถือ ในปัจจุบันและอนาคต
ธุรกิจไร้สายจะมีความสำคัญมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดคือ จะส่ง Msg ได้เฉพาะข้อความสั้น
ๆ
E-Government : รัฐบาลให้ความสนใจและหันมาใช้ทาง
web ให้มากขึ้น เช่น หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล, การยื่นภาษี
EC และการใช้ Web
: ตัวอย่างบริษัทระดับโลก ที่มีการค้าขายบน web เช่น IBM,FedEx, Dell Computer, General Electric (GE) ,Wall-Mart
Case: BMS
enters the Digital Economy
Problem:
§
บริษัท
BMS เป็นผู้นำทางด้านการผลิตยา
เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ และความสวยความงาม ขายของให้กับรายบุคคล
และขายให้กับบริษัทด้วย เช่น ร้านขายยา , ร.พ, ร้านค้าปลีก , เขามีคู่แข่งมากกับธุรกิจประเภทเดียวกัน
ทั้งบริษัทผู้ขายตรงขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มันยากที่จะทำให้เขารักษา partner และ ลูกค้าเอาไว้กับเขา และยากในการที่จะ make money
§
พวกเขาต่อสู้กับเศรษฐกิจยุคดิจิตอลที่อยู่ข้างหน้า
พยามยามให้ธุรกิจอยู่รอด ต้องการแก้ปัญหาการซื้อ- ขาย
Solution:
§
บริษัท
BMS ได้พัฒนาโครงการ
Web-base เพื่อปรับปรุงโครงสร้างด้านการจัดการ
เป็นการปรับปรุงโครงสร้างระบบเสียใหม่ ซึ่งระบบที่ได้นำมาใช้ก็คือ
ระบบห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) มีการขยายตัวทาง web
site
Results:
§
มันยากในการประเมินผล
แต่ CEO บริษัท
BMS ประเมินว่าเขาสามารถลดค่าใช้จ่ายประจำปีได้มากกว่า 100
ล้านเหรียญซึ่งผลมาจากการใช้ระบบ e-procement ,ลด paperless , cut down on error , using electronic invoiceing forms
Lessons
from the Case
§
การแข่งขันระดับโลกจะเป็นตัวขับเคลื่อนบริษัท ให้รู้จักวิธีการค้นหา การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต
และปรับปรุงการบริการลูกค้า
§
ต้องพยายามที่จะนำระบบ
web-base เข้ามาใช้ในองค์กร
§
การลงมือทำของบริษัท
BMS ทำให้ได้ผลลัพธ์คือ
ü
ลดต้นทุนโดยการนำระบบ
e-procurement มาใช้
ü
เพิ่มยอดขายโดยการใช้ประโยชน์จาก
web site
ü
ปรับปรุงความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและพนักงาน

Note : การแข่งขันทั่วโลก
ทำให้บริษัทใหญ่ ๆ หาทางออก โดยการลดค่าใช้จ่าย, เพิ่มผลผลิต,
ปรับปรุงลูกค้าสัมพันธ์ โดย Move Activity on Web
2. IT Management
Challenges and Issues
Doing
Business in the Digital Economy
EC &
Networked Computing
EC
(Electronic commerce) เป็นการใช้ประโยชน์จาก web site เพื่อสนับสนับการซื้อขายสินค้า
และการ
บริการลูกค้า
เรียก EC อีกชื่อหนึ่งคือ Click-and-mortar EC มีความหมายมากกว่า Internet ซึ่งได้รวมถึงการทำธุรกิจทั่วโลกบนโลก
Cyber มีสมาชิกมากกว่า
21 ประเทศ
ตัวอย่างของการค้ารูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในยุค
Digital
§
Click-and-mortar :
บริษัทเพิ่มกิจกรรม EC
เข้าไปกับธุรกิจปกติ
§
Networked
computing : ใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลาย
ๆ เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อื่น ๆ ผ่านทางเครือข่ายการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรในการใช้ EC ก็คือต้องมี
comp network , network จะทำให้เกิดมาตรฐานทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน,
network จะเชื่อมเครื่องคอมฯ หลายเครื่องและ Device อื่น ๆ ผ่านเครือข่ายสื่อสาร
Internet
: เชื่อมต่อภายนอกองค์กร ทั่วโลก
Intranet:
เชื่อมต่อภายในองค์กร
Extranet:
เชื่อมต่อกับ partner
§
IT : จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน
เนื่องจาก IT สามารถสนับสนุนกิจกรรมของธุรกิจได้ 5 อย่างหลัก ๆ ได้แก่
-
ปรับปรุงผลิตภัณฑ์
-
ลดค่าใช้จ่ายจ่าย
-
ช่วยในการตัดสินใจ
-
ปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้า ให้ดีขึ้น
-
พัฒนา Application ที่เป็นกลยุทธ์ (program ที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี)
ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น เช่น ในอดีต บ.การบินบางแห่งไม่มีโปรแกรมในการจองตั๋ว
ซึ่งบางที่มี, หรือตัวอย่างของการใช้ บัตร ATM ในอดีต , บริษัทส่งของ
สามารถให้ลูกค้าเช็คได้ว่าขณะนี้สินค้าของเขาได้ถูกส่งไปถึงไหนแล้ว
จะถึงปลายทางเมื่อไร (Track order)
The
Digital Economy
§
digital
economy : เศรษฐกิจในยุคดิจิตอล
จะเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจบนพื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิตอล ซึ่งประกอบด้วย
เครือข่ายการสื่อสารดิจิตอลและการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ , ทำงานบนพื้นฐานการสื่อสาร
network
§
digital
economy : ธุรกิจในยุคดิจิตอล บางครั้งเราจะเรียกว่า การทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต
เป็นธุรกิจในรูปแบบใหม่
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการทำธุรกิจ On web site
Old
Economy VS New Economy
Old
Economy
§
ซื้อฟิล์มที่ร้านและใช้กล้อง
manual เพื่อถ่ายภาพ
§
เมื่อคุณถ่ายภาพ
คุณอาจต้องรอเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน กว่าฟิล์มจะหมดม้วน ถึงจะส่งไปล้าง
§
หลังจากนั้นคุณต้องกลับมาที่ร้านเพื่ออัดและล้างภาพ
§
จึงจะสามารถส่งภาพให้กับครอบครัวและเพื่อนของคุณได้
New
Economy
§
ใช้กล้องถ่ายรูปดิจิตอล สามารถถ่ายวีดีโอได้ด้วย
ไม่จำเป็นต้องไปฟิล์ม นำรูปไปอัดได้เมื่อต้องการ สามารถดูผลลัพธ์ของรูปได้ก่อน
ที่จะตัดสินใจ print หรืออัดรูปนั้นออกมา
§
ถ้าคุณใช้กล้องดิจิตอล
คุณสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ wireless
(ได้แก่ palm หรือ cell phone) คุณสามารถส่งภาพหรือถ่ายโอน
file ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
สรุป
- ระบบ EC จะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
ช่วยสร้างกลยุทธ์ที่ดี นำมาซึ่งผลประโยชน์
- เปรียบเทียบตัวอย่างเช่นเดียวกับร้านถ่ายรูป
- New Economy จะบริการลูกค้า แบบ Direct และปิดการขายโดยมือของลูกค้าเอง,
ใช้ Net I-Mode
ทุกที่ทุกเวลา
- ธุรกิจแบบเก่า เช่น บ. Sony จะส่ง product หรือ design ไปที่องค์กรลูกค้าให้เขาเลือกแบบที่ต้องการจากแคตาล๊อค
ในการเปลี่ยนแปลงระบบ จะส่งภาพ Digital
หรือส่งจาก Database , เปิดดูภาพได้ที่ E-mail
และสั่ง print ได้ทันที, ใช้เวลา process น้อย
3. การจัดการการเจริญเติบโตของ
IT ในองค์กร (Managing Mature IT Organizations)
การที่หลายองค์กร
ได้นำ IT เข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ทำให้อัตราการใช้ IT นั้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
เราสามารถจัดการ การประยุกต์ใช้งาน IT ได้โดยการสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่
ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ IT ที่มีอยู่ หรือจัดการให้สามารถใช้ IT
ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
Digital
Economy Business Models
รูปแบบทางธุรกิจ
(Business Models) : เป็นรูปแบบทางการค้าขาย
สามารถสร้างรายได้และเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจให้กับตนเอง , อะไรที่ลูกค้ายอมจ่ายกับสินค้าหรือบริการที่เราให้ มีหลายรูปแบบ เช่น
§
Name-Your-Own-Price
เป็นรูปแบบที่ยอมให้ลูกค้าทราบราคาสินค้าของพวกเขา
ก่อนจะจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการ (ให้ลูกค้าบอกราคาที่ต้องการจ่าย , เช่น การประกาศซื้อรถ จะมีคนที่จะขายเข้ามาตอบ)
§
Dynamic
Brokering ในยุคดิจิตอลลูกค้าสามารถกำหนดความต้องการ
สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการ ลูกค้ากำหนดรายละเอียดได้ ซึ่งมันทำงานได้มากกว่าอินเตอร์เน็ตทั่ว ๆ
ไป เพื่อจัดเตรียมบริการและยอมรับคำสั่งของลูกค้า (ลูกค้าบอกความต้องการด้านสินค้า, บริการ , ประกาศบน Net ได้
ให้คนมาประมูลสิ่งที่เราต้องการ)
§
Reverse
Auctions : การประมูล เป็นวิธีการที่รวดเร็ว
สามารถลดต้นทุนสินค้าได้ถึง 85% และลดราคาสินค้าได้ถึง 5-20%
(หาซื้อของถูกบน
Net ประกาศซื้อ , คนไหนขายต่ำก็ซื้อกับเขา)
§
Affiliate
marketing : การเข้าร่วมซื้อขายในตลาด มีการจัดหมวดหมู่ของการค้า มีคู่ค้าทางการตลาด มีbanner โมษณาชื่อบริษัท เช่น ของ Amazon.com (ทั้งภาคเอกชน,รัฐวิสาหกิจ , หาพรรคพวกทางการตลาด อาจมี Banner
เช่น ใส่ Banner ที่ Amazon.com ก็จะเป็น partner เรา )
§
Group
Purchasing : การซื้อกลุ่ม ใครก็ตามที่ร่วมกันซื้อเป็นกลุ่ม
สามารถซื้อสินค้าได้ถูก เมื่อคุณซื้อเป็นปริมาณมาก มีส่วนลดสินค้า (รวบรวมของเยอะ ๆ และซื้อทีเดียวทาง net)
§
E-marketplaces
and Exchanges : การตลาดบน web และการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ปี 1999 มีตลาดบน web ประมาณ
1000 แห่ง มีความแตกต่างและหลากหลายของสินค้า (ส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม
ให้ทำโครงการ E-marketing)
แรงกดดันทางธุรกิจ
(Major Business Pressures)
แรงกดดันหลัก ๆ มาจาก 3 ด้าน
ได้แก่

1. Market
Pressures
§ เศรษฐกิจโลกและการแข่งขันอย่างหนัก (Global Economy & Strong
Competition )
การแข่งขันในตลาดโลก คือ
การทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้นโดยรัฐบาล รวมทั้งการให้เงินช่วยเหลือ นโนบายการจัดเก็บภาษี กฎในการนำเข้าและส่งออกสินค้า
และสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ
ความรวดเร็วและการสือสารราคาถูก และวิธีการขนส่ง
เพิ่มขนาดการค้าขายระหว่างประเทศ
*การตลาด : อาจย้ายฐาน เปลี่ยนแรงงานหาที่แรงงานถูก เช่น
*
การแข่งขันทั่วโลก : เช่น Bank ของไทยสู้เขาไม่ได้ ถูกยึดหมด, อีกไม่นาน ไฟฟ้า, ประปา , ร้านโชห่วย
อาจเป็นลำดับต่อไป
§ การเปลี่ยนธรรมชาติของตลาดแรงงาน
(Changing
Nature of the Workforce. )
Workforce คือ ความกดดันในเรื่องตลาดงาน
งานเปิดกว้างสำคัญคนทุกประเภทมากขึ้นทั้งกับผู้หญิง พ่อ-แม่ เยาวชน และคนพิการ คนทำงานได้ทุกประเภททุกตำแหน่ง,
การแข่งขันจะสูงขึ้น, เช่น ปัจจุบันทำงานคอมฯ
อาจไม่ต้องจบคอมฯ
§ ลูกค้ามีอำนาจ(Powerful Customers.)
การชักจูงผู้บริโภคและการคาดหวังในการเพิ่มยอดลูกค้า
พนักงานต้องมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และคุณภาพของสินค้าเป็นอย่างดีมาจาก
รวมถึงการบริการที่ดี
2. Technology Pressures
§ เทคโนโลยีใหม่และความล้าสมัย (echnological Innovation &
Obsolescence)
วันหนึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยม อาจจะตกยุคไปในวันพรุ่งนี้
ดังนั้น ต้องนำเทคโนโลยีมาเร่งเพื่อเพิ่มพลังในการแข่งขัน
§ การมีข่าวสารที่มากเกินไป (Information Overload.)
จำนวนของข่าวสารมีอยู่บนอินเตอร์เน็ตจำนวนมากมาย
และเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุก ๆ ปี
การจัดการกับข่าวสารเป็นเรื่องที่วิกฤต
(เป็นเรื่องเร่งด่วน ฉุกเฉิน เป็นตายเท่ากัน)
*เทคโนโลยีใหม่
ๆ เกิดขึ้นเสมอ , GPS : ใช้ดาวเทียม , GRS : เกี่ยวกับโปรแกรมการขายที่ดิน
เทคโนโลยีเก่าจะตายเมื่อมีของใหม่เข้ามา
เช่น ลูกคิด, เครื่องพิมพ์ดีด, เครื่องเจาะรู, กระดานชนวน
โลกข้างหน้าเป็นโลกที่ต้องอาศัยความรู้
(Knowledge) , IT จะเข้ามามีบทบาท, Ex: การเรียน MBA ในไทย ยังขาดศาสตร์ด้านการคำนวณ ฉะนั้นคนจะไม่คิด, แต่ของต่างประเทศต้องคำนวณเพราะทำให้คิด
3. Societal Pressures
§ การตอบสนองทางสังคม (Social Responsibility.)
ขอบเขตมาจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษา
§
การวางกฎระเบียบของรัฐบาล (Government Regulations)
กฎระเบียบที่ทางรัฐบาลได้ประกาศใช้รวมทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัย การควบคุมสภาพแวดล้อม และโอกาสที่เท่ากัน
§
การลดกฎระเบียบของรัฐบาล
(Government Deregulation)
การลดกฎระเบียบของรัฐบาลจะนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่บริษัทหนึ่งแต่อาจเป็นภัยแต่บริษัทอื่น
§
การใช้หลักจริยธรรม
(Ethical Issues.)
จริยธรรมทางธุรกิจเกี่ยวพันกับมาตรฐาน การถูก ผิด ในแนวทางการดำเนินธุรกิจ

Note :
*การผ่อนปรนกฎหมายจะช่วยเพียงบางเรื่อง
แต่ก็จะมีผลกระทบต่ออย่างอื่น
*
การลดงบประมาณของรัฐก็มีผลกระทบ
การตอบสนองขององค์กร
(Organizational
Responses)
§
องค์กรมีความจำเป็นต้อง
ตอบสนองต่อธุรกิจ สังคม และการกดดันทางเทคนิค ซึ่งเป็นกิจกรรมเร่งด่วน ที่องค์กรจะต้องตอบสนอง
§
การตอบสนองในระดับอุตสาหกรรมกับธุรกิจยุคดิจิตอล คือ การไม่อยู่ระหว่างกลาง
หรือการตัดองค์กรกลางออกไป (ขจัดพ่อค้าคนกลาง เช่น ญี่ปุ่นคนกลางจะเยอะมาก
สินค้าจึงราคสูง) พยายามขายตรงไปยังลูกค้า
§
องค์กรสามารถนำเอาการ
วัดประเมินผล เข้ามามีบทบาทร่วมด้วย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในตลาด
ü
ตัวอย่างเช่น ใช้แรงกดดันจากภายนอก
เป็นตัวสร้างโอกาสที่ดีให้กับองค์กร
*ในการที่เราใช้
web ขายตรงเพื่อลดคนกลางนั้น
จริง ๆ แล้วมันก็จะเกิดอาชีพใหม่มีคนหากินทาง web , เป็นการสร้างตัวกลางทาง
net เช่น Amazon.com ซึ่งคนมักจะฝาก Banner
ไว้ที่ Amazon, yahoo หรือพวกที่เป็น Search
Engine ทั้งหลาย
วิธีการตอบสนองหลัก
ๆ ขององค์กร (Organizations
Major Responses)
Ø ระบบกลยุทธ์สำหรับสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Strategic
systems for competitive advantage)
ระบบกลยุทธ์ (Strategic
Systems) จัดเตรียมกลยุทธ์สำหรับองค์กรที่จะทำให้เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด มีการจัดการ/การเจรจาที่ดีขึ้นกว่าเดิมกับ
supplier หรือหยุดผู้แข่งขัน
(เช่นการผลิต Processor ของ Intel ใช้เงินลงทุนสูงทำให้คนอื่นแข่งไม่ได้,
concept ของการพัฒนากลยุทธ์คือ พยายามสร้างกลยุทธ์ที่คนอื่นสู้ไม่ได้,
เรามีแล้วคนอื่นไม่มี
Ø มีความพยายายามในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous
improvement efforts)
พยายามปรับปรุง/ทำให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement Efforts)
โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์และคุณภาพของบริษัทให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น
ü
Improved
productivity (ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น)
ü
Just-in-time
(JIT) (ไม่มีสินค้าคงเหนือ ทุนไม่จม ต้องการเมื่อไรได้เมื่อนั้น)
ü
Total
quality management (ปรับปรุงคุณภาพโดยรวมทั้งหมด) จะ Train อย่างไร, ทำเอกสารอย่างไร)
ü
Knowledge
management (ใช้การจัดการองค์ความรู้)
P
Managing enterprise data (ถ้าข้อมูลต้องใช้ทันทีทันใด ต้อง online ตลอด)
P Innovation and creativity (สร้างสิ่งใหม่ ๆ )
P Change management (ปรับปรุงการบริหารจัดการ)
P Customer service (ปรับปรุงการบริการที่ดีขึ้น)
Ø ปรับโครงสร้างกระบวนการทางธุรกิจ
(Business
process reengineering :BPR)
การปรับโครงสร้างกระบวนการทางธรุกิจใหม่ (Business Process
Reengineering) : เป็นการสร้างโครงสร้างองค์กรใหม่
และแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ สำหรับการทำธุรกิจ ,คิดใหม่ทำใหม่ โดยนำ IT มาสนับสนุนการทำงานดังนี้
ü
Reducing
cycle time and time to market. : ลดเวลาในการผลิต ,ลดวงจรการผลิตเพื่อให้ขายได้เร็วขึ้น
ü
Empowerment
of employees and collaborative work. : ให้
พนง.มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น, ให้ทำงานเป็นทีม
ü
Customer-focused
approach and CRM. : เช่นการใช้ Mass customization ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ,พูช(Push) เช่น
คนผลิต ผลิตเสื้อกี่ชนิดคุณใส่ไม่ได้ก็เรื่องของคุณ, พู(Poo)
คือ คุณต้องการอะไร คุณบอกมา, mass คือคนที่เก็บรายการจากพู
และไปหาคนที่ผลิตได้ (ลงมือทำ), เมืองไทยจะเป็นแบบพูชมากกว่า
, แต่ปัจจุบันรถยนต์ก็สามารถเป็นแบบพูได้
ü
Restructuring
and team-based structure. (ปรับทีมงานใหม่)
Ø การมีพันธมิตรทางธุรกิจ
(Business alliances)
Business
Alliances : พันธมิตรทางธุรกิจ หลายบริษัทมีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทอื่น
กับริษัทคู่แข่งสามารถเป็นประโยชน์ได้มาก ,
มีหลายแบบที่จะเป็นมิตรทางการค้า เช่น
เอาของ-อุปกรณ์มา join , การรวมกลุ่มกันซื้อ, ให้มีความสัมพันธ์กับผู้ขาย หรืออาจมีการวิจัยร่วมกัน , partner จะต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไว้วางใจกัน ช่วยเหลือกัน
ü
Temporary
joint venture (เสี่ยงภัยร่วมกันชั่วคราว) = รูปแบบบริษัท
เป็นบริษัทแบบพิเศษที่มีการกำหนดรายละเอียด หรือมีภาระกิจในช่วงเวลาอันจำกัด
Ø
ใช้
E-Commerce (Electronic
commerce)
การทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
เป็นกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทที่เป็นไปได้มากที่สุด
ที่หลายบริษัทกำลังจับตา หรือปฏิบัติตาม
Case: IT Shortens Time to Market (IT ใช้เวลาสั้นลงสำหรับการตลาด)
Problem:
§
การรับประกันคุณภาพในการสั่งซื้อ
และลดความเสี่ยง , FDA(องค์กรดูแลอาหารและยา)
ต้องการให้บริษัทยืนยันยาตัวใหม่ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งและ AIDS ในเวลาอันรวดเร็ว
โดยให้ทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง และทดสอบคลีนิค
(ต้องวิเคราะห์จากเอกสารประมาณ 300,000 500,000 หน้า
ซึ่งผลที่ตามมาของการวิเคราะห์จะทำให้ได้ report ที่มีความยาวเพิ่มขึ้นอีก
100,000 -200,000 หน้า
เพราะเป็นระบบที่ทำงานด้วย manual ) ,และที่สำคัญการประมวลผลครั้งนี้จะใช้เวลา
6-10 ปี
Solution:
§
บริษัท
Sw หลายบริษัทสามารถจัดเก็บเอกสารลงใน
database เพื่อประหยัดเวลาในการวิจัย
§
ในฐานข้อมูลจะมี
index และยังประกอบด้วย
full-text-search และโปรแกรมในการดึงข้อมูล
Results:
§
เวลาที่ใช้ซื้อขายยาตัวใหม่ในตลาดลดลงทุกปี
โดยเทียบเป็นร้อยละ
Case:
Managing Accounting Across
Problem:
§
Le
Saunda Holding Company (
§
การทำระบบการเงินและงบกระแสเงินสดเป็นวิธีการประมวลผลที่ยุ่งยากมาก
Solution:
§
การรับมือกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัท,
ได้มีการติดตั้งโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดทำบัญชี
Results:
§
ระบบงานมีความน่าเชื่อถือมาก
ทั้งภายในภายนอก ง่ายต่อการตรวจสอบ
§
จากการปรับปรุงครั้งนี้ทำให้รายได้และผลกำไรเติบโตขึ้นแก่องค์กร
แนวโน้มเทคโนโลยีทั่ว
ๆ ไป (General Technological Trends)
แนวโน้มทั่วไปของระบบคอมจะประกอบด้วยแนวโน้มต่าง
ๆ ทางด้านต่อไปนี้
Ø Cost Performance Ratio
สัดส่วนของประสิทธิภาพเทียบกับราคา
§
Cost
Performance Ratio: เปรียบเทียบด้านประสิทธิภาพกับราคา
§
ในอีกประมาณ
10 ปีข้างหน้า computer ราคาจะไม่แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก แต่ประสิทธิภาพของเครื่องจะมากขึ้น (more
powerful)
§
Ø Object-Oriented Environment &
Document Management.
§ object-oriented environment :เป็นแนวทางใหม่ของการพัฒนาโปรแกรมในระบบคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยลดต้นทุนและบำรุงรักษาข้อมูลข่าวสารได้เป็นอย่างดี,
สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ , การพัฒนาระบบครั้งหลังจะทำให้
คชจ.ถูกลง เพราะไม่ต้องสร้างโปรแกรมใหม่ทั้งหมด สามารถสืบทอดและเขียน class
เพิ่มเติมได้
§
Object
technology : เทคโนโลยีเชิงวัตถุทำให้การพัฒนาความสามารถเกี่ยวกับ self-contained unit ของโปรแกรมซึ่งสามารถ
share กันได้, ซื้อ หรือนำมาใช้ใหม่ได้อีก
§
document
management :เพิ่มในเรื่อง multimedia และจัดการเอกสาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง
Ø Networked Computing
Network technology สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์
ทำให้คุณสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลขององค์กรได้แบบ anywhere
ü
Metcalfes
Law กล่าวไว้ว่า network ถ้ามีคนใช้เยอะคุณค่าก็จะมากขึ้น
ü
Kellys
Extension: บนอินเตอร์เน็ตพวกเราสามารถทำการเชื่อมระหว่างกลุ่มคนได้พร้อม
ๆ กัน หลายกลุ่ม
Ø Mobile Commerce
-
M-commerce (mobile commerce) ทำธุรกิจ
e-Commerce ผ่านทางอุปกรณ์ wireless ใช้งานร่วมกับโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ
ซึ่งจะใช้ mobile computing ที่ทำงานบนพื้นฐานของ wireless
networks
-
m-commerce สามารถแนะนำรายการสินค้าหรือ
promotion ที่น่าสนใจ เพราะมีผู้ใช้จำนวนโทรศัพท์เพิ่มมากขึ้น 1 พั้นล้านคนในปี 2004
-
Location-based commerce (L-commerce) คือการที่ m-commerce เสนอข่าวสารในการขาย
ให้กับลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่จำกัด Location
Ø Integrated Home Computing.
Network
Computers & Home Computing
§
The
Network Computer : ครั้งแรกไม่มี Hard drive
, ใช้คอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง
สามารถใช้โปรแกรมและจัดเก็บข้อมูลบนที่อื่น ๆ บนเครือข่ายได้
§
Integrated
Home Computing : ในไม่ช้านี้เราจะมี
home computing
(ระบบคอมฯ ที่บ้าน)
ซึ่งอาจประกอบด้วย ,โทรทัศ, โทรศัพท์ , ระบบรักษาความปลอดภัยที่บ้าน
, และอุปกรณ์อื่น ๆ จะถูกรวมไว้ในอุปกรณ์เดียวกัน
ü
Smart appliances : ใช้อุปกรณ์
smart เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับ internet
Ø The Internet Intranets and Extranets
§
เมื่อปี
1997 มีผู้ใช้งาน
Internet .ประมาณ 50 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 750 ล้านคนในปี
2007
§
Intranets
: เชื่อมต่อระบบข่าวสารภายในองค์กร
§
Extranets : เชื่อมต่อกับ partner ภายนอกองค์กร
Ø Corporate Portals
corporate portal :
เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้าน web site โดยใช้ web เป็น ประตูทางเข้า gateway ในการเข้าถึงข้อมูล
(เหมือน index หน้าหนังสือ)
Ø The Networked
Networked
Ø Optical Networks
Optical Networks : มีความจุในการสื่อสารข้อมูลผ่าน
network สูง ส่งข้อมูลด้วยแสง ใช้ fiber- obtic ,
Optical Networks จะใช้ประโยชน์ใน internet, vidio,
multimedia และบริการดิจิตอลแบบพิเศษ
Why Learn about IT?
บุคคลที่มีความรู้ได้
IT จะมีโอกาสได้งานสูง
และโยกย้ายงานบ่อย
Ø Being IT Literate On the Job &
Off :
-
บทบาทของ IT จะทำให้กิจกรรมและกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรง่ายขึ้น ซึ่ง IT มีบทบาทสำคัญมาก ณ. เวลาปัจจุบันนี้
-
ผู้จัดการและพนักงานทุกคนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ IT เพื่อนำไปใช้กับ Field ที่เขาทำงาน จะทำให้องค์กรเป็น interorganizational
-
สิ่งหนึ่งที่จะต้องใส่ใจภายใต้มาตรฐาน คือ
องค์กรจะพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในการนำไปใช้งาน
หรือจะจัดการอย่างไร นอกจากการคำนึงถึงประสิทธิภาพของระบบแล้ว จะต้องรู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้ระบบไม่ประสบผลสำเร็จ
หรือล้มเหลว
-
ปัจจุบันองค์กรจะพยายามนำเทคโนโลยีข่าวสารเข้ามาใช้งานในทุก ๆ ทาง
ทุกระดับขององค์กร (อาจทำให้คุณต้องออกจากงาน) หรือแม้แต่ในชีวิตส่วนตัวของคุณ
-
IT ใหม่ ๆ
จะทำให้เกิดการพัฒนา product ใหม่ ๆ และ ระบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น
-
ท้ายสุดนี้
คุณควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับ IT
เพราะมันจะเป็นโอกาสในการว่าจ้างงานใน field นี้
Ø Finding Employment Opportunities in
IT : โอกาสในการจ้างงาน
-
ความรู้เกี่ยวกับ
IT+ การจัดการ
จะเพิ่มโอกาสในการได้งาน
- ความต้องการพนักงานที่มีความรู้ด้าน IT,programmer, SA, SD ในอดีตมีความต้องการสูง ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ
เพิ่มขึ้นก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ตามมา อาทิเช่น อาชีพที่ดูแลเกี่ยวกับ Internet และ E-Commerce,
m-commerce,
network
security, object-oriented programming,telecommunications, multimedia design and
document management
-
จากรายงานของผู้ใช้แรงงานในสหรัฐ เมื่อปี 2000 พบว่า
มีบุคคลที่ทำงานใน filed IT เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50%
-
จากการศึกษาของหน่วยงานด้าน IT ของอเมริกา มีพนักงานที่ทำงานด้าน IT 350,000 ตำแหน่ง(itaa.org) เงินเดือนของพนักงาน IT จะสูงมาก http://www.informationweek.com/advisor/
Ø
Future
Organizational Leadership : ผู้นำองค์กรในอนาคต
-
โดยส่วนใหญ่
CEO มักจะมาจากคนที่อยู่ใน field การเงินและการตลาด อย่างไรก็ดี
แนวโน้มในอนาคตการแต่งตั้ง
- CEO จะมากจากคนที่เป็น IT หรือมีความรู้ด้าน IT เป็นอย่างดี
ฉะนั้นการศึกษาและเรียนรู้ IT จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับทุก ๆ
คนที่ต้องการเป็นผู้นำขององค์กรในอนาคต
Ø
Using
IT to Become a Millionaire
-
การใช้ IT เพื่อกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน
Case:
Building an e-Business at Fed Ex
Fed Ex เป็นบริษัทในการจัดส่งสินค้า
ใช้รูปแบบธุรกิจที่ support การส่งถึงบ้าน
Problem:
§
ความเจริญทางด้านธุรกิจ
เพิ่มความกดดันในการแข่งขันของธุรกิจโลก
ซึ่งขยายตัวมากขึ้น,
ผู้คนต้องการธุรกิจที่ต้นทุนต่ำ
ทั้งด้านการปฏิบัติงานและการปรับปรุงการบริการลูกค้า , ต้องการโอกาสในการพบลูกค้า ความรวดเร็ว ความไว้วางใจได้ และบริการส่งสินค้าถึงที่
§ สรุปก็คือ เขาต้องการส่งสินค้าให้ได้เร็ว
และบริการตลอด 24 ชม.
Solution:
§
เพิ่ม e-Shipping
Tools
§
เพิ่ม E-Commerce ในการบริการข่าวสารสำหรับด้านการปฏิบัติงาน
§
แก้ปัญหาการตลาด
โดยใช้ E-Commerce
§
ระบบและ
IT จะเป็นตัวเชื่อมโยงองค์ความรู้
§
ลูกค้าตรวจสอบสถานการณ์ส่งของได้ว่าส่งถึงไหนแล้ว
§ ลูกค้าเข้าไปใน network ของระบบโดยใช้ Internet
§
จะมีการ
Confirm เพื่อยืนยันการรับสินค้า
§ จ่ายเงินทาง Credit ของ Bank
§
เป็นระบบบ้าน
§ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เป็นไปได้ทั่วโลกเมื่อใช้
E-Commerce (UPN)
Results:
- สร้างมูลค่าเกี่ยวกับตัวเลขลูกค้า
(มีจำนวนลูกค้ามากขึ้น)
- Promote ประสิทธิภาพ ,
ราคา , รายการสั่งซื้อ และการปรับปรุงองค์กรไปสู่ E-Business
-
Feedback
จะทำให้มีการประสานงานระหว่างฝ่าย
-
ลดค่าใช้จ่าย
-
การสั่งของเร็วขึ้น
-
เปลี่ยนองค์กรให้มีคุณภาพสูง
สิ่งที่ใช้จากการเรียนรู้
Case นี้
-
ธุรกิจNetwork ในรูปของ E-commerce
ขึ้นอยู่กับว่า จะทำอย่างไรถึงจะดี
-
สามารถปรับโครงสร้างของการ
process ได้ดีขึ้น
หยิบเอาข้อดี + เทคโนโลยี
-
E-business
จะรวมเอา IS, Business process รวมเข้าเป็นข้อผูกมัดขององค์กร
-
ธุรกิจนั้นต้อง
online ตลอด
14 ชม.
-
FedEx
มีประสบการณ์ด้าน E-Business ที่ประสบความสำเร็จโดยนำ
IT มาใช้ประโยชน์
Information System Department (ISD)
What
is the Role of the ISD?
Ø
บทบาทของแผนก ISD จะเปลี่ยนบทบาทจากทางด้านเทคนิค
มาเป็นด้านบริหารจัดการกลยุทธ์ด้านการดำเนินงาน
Ø
เมื่อ ISD ถูกเปลี่ยนแปลงบทบาท ส่งผลให้
ตำแหน่งหน้าที่ภายในแผนก ISD ภายในองค์กร
มีแนวโน้มที่จะถูกยกระดับหน้าที่ให้ถูกขึ้น การประเมินผลตำแหน่งหน้าทีของฝ่าย
ISD จะถูกประเมินจากฝ่ายปฏิบัติงานและส่งตรงถึงผู้บริหาร
CEO
Ø บทบาทหรือ ทิศทางการทำงานของแผนก ISD จะเปลี่ยนจากผู้จัดการทางด้านเทคนิค มาเป็น ผู้บริหารแทน
Ø
โครงสร้างภายในของแผนก
ISD จะเปลี่ยนไป อาจมีการจัดโครงสร้างของแผนกเป็นแบบ centralized หรือ decentralized หรืออาจเป็นได้ทั้ง 2 แบบรวมกัน
Ø ISD ต้องทำงานใกล้ชิดกับองค์การภายนอกอยู่เสมอ เช่น ทำงานร่วมกับผู้ขาย,พาร์ทเนอร์ธุรกิจ และอื่นๆ
ความสัมพันธ์ของแผนก ISD กับผู้ใช้
(Managing Relationships with End Users)
แผนก ISD กับ end-user มักจะต้องทำงานร่วมกันเสมอ จึงจำเป็น ต้องกำหนดความต้องการร่วมกัน
ü Steering committee : คือคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นจากตัวแทนของฝ่าย end users และแผนก ISD
ü
Joint ISD/end-users project teams :
การพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่างแผนก
ISD กับ End-user ทั้ง 2
ฝ่ายจะต้องมีการวางแผนร่วมกัน (planning) กำหนดงบประมาณ (budgeting) มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ (application developments) และการบำรุงรักษาระบบร่วมกัน( maintenance)
ü
ในการพัฒนาระบบสารสนเทศแผนก ISD
ถือได้ว่าเป็นตัวแทนระดับสูงของบริษัท
ü
Service
agreements : ข้อตกลงในเรื่องของการให้บริการระบบสารสนเทศ แผนก ISD จะต้องกำหนดหน้าที่ความรับผิดให้ชัดเจนและต้องจำกัดขอบเขตของการให้บริการแก่ end users
ü
Technical
and administrative support (including training) : แผนก ISD ต้องเตรียมให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคและด้านการดูแลระบบ
ตลอดจนการฝึกอบรมต่อ end
users
ü
แผนก ISD ควรจัดตั้งหน่วยที่ทำหน้าที่รับคำร้องทุกข์
(complaints)
หรือรับฟังความขัดแย้งในวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละงาน (conflict resolution) เพื่อจะได้มีวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (resolve conflicts)
อย่างรวดเร็ว
Managerial
Issues
ü
The transition to networked computing : การเปลี่ยน
IT ขององค์กรให้เป็น networked computing จะมีกระบวนการที่ซับซ้อนอย่างไร
ü
Legacy systems : การเปลี่ยนแปลงจากระบบเก่าไปเป็นระบบ client/server โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้น(architecture) จะมีความสำคัญอย่างไร
ü
The role of the ISD : บทบาทของแผนก
ISD จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ต้องอาศัยศาสตร์ในการบริหารจัดการระดับสูง
เพราะมีโอกาสหรือมีความถี่จะที่ใช้งานในทางที่ผิด หรือถูกกระทำไม่ดีต่อระบบ
(mistreats it)
ü
How much infrastructure? : การประเมินโครงสร้างพื้นฐานของระบบสารสนเทศ
สามารถง่ายต่อการประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่
มีผลประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงิน (intangible benefits) อะไรบ้างบ้าง และเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็วหรือไม่
(rapid changes in technologies)
ü
The role of end users : End users มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบ
IT รวมถึงการบริหารจัดการn เพราะ user จะรู้ดีว่าระบบสารสนเทศอะไร
ที่จำเป็นต่อการใช้งานของพวกเขา และแผนก IDS จะต้องเป็นผู้เติมเต็ม (fulfilled) พัฒนาระบบข่าวสารในส่วนที่ขาดให้สมบูรณ์
ü
Ethical Issues : ในด้านของจริยธรรมในการใช้ระบบสารสนเทศ
ต้องคำนึงถึงการถูกรุกรานข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ (invade
the privacy of the users)
ต้องไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น
สรุป
(Summary)
New Word for Business
โลกใหม่สำหรับการทำธุรกิจ
องค์กรจะต้องมีการปรับปรุงหในเรื่องต่อไปนี้
1.
เพิ่ม Productivities
2.
ลดต้นทุน
3.
ปรับปรุงการตัดสินใจ
4.
สร้าง Relationship กับลูกค้า
5.
สร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ
ภาพรวมของการจัดการระบบสารสนเทศในยุคดิจิตอล
การทำธุรกิจขององค์กรในยุค Globalization
ทุกองค์กรจะเจอกับแรงกดดันและการคุกคามจากหลาย
ๆ ด้าน ดังนั้นแต่ละองค์กรจะต้องตอบสนองต่อแรงกดดัน
เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่รอดในธุรกิจ
องค์กรจะพบกับ ความกดดันทางธุรกิจจากคู่แข่งขัน หรือธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา เนื่องจากปัจจุบัน เป็น
Globalization
(การค้าขายทั่วโลก)
ลูกค้ามีส่วนสำคัญในการแข่งขัน
ดังนั้นเราต้องมีการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
โดยการสร้างปัญหาให้เป็นโอกาสในการเกิดธุรกิจใหม่ ๆ โดยการนำ IT เข้ามาช่วย
ความกดดันทางด้านธุรกิจ
แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ๆ คือ
1.
ความกดดันทางด้านการตลาด การแข่งขันในตลาด Globalization ทำให้เกิดการกีดกันทาง
การค้า
เป็นต้น
ต้นทุนในการจ้างงานที่แตกต่างกัน
ทำให้มีการย้ายฐานโรงงานจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง
ดังนั้นบางองค์กรจึงย้ายไปลงทุนยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ทำให้เกิด Globalization มีการบริหารภายใต้ วัฒนธรรม ภาษา กฎหมายที่แตกต่างกัน
- มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของ Workforce คือ
งานมีการเปิดกว้างสำหรับคนหลายเภทหลายอาชีพมากขึ้น เช่น คนทำคอมฯ อาจไม่จำเป็นต้องจบสายคอมฯ
มา ฉะนั้นการแข่งขันในตลาดงานจะสูง คุณต้องมีความรู้จรึง ๆ จึงจะมีโอกาส และมีความได้เปรียบ
-
เน้นความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุด
ลูกค้าจะมีความคาดหวังสูงขึ้น
ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด
2. ความกดดันทางด้านเทคโนโลยี
-
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ IT ทำให้เกิดการแข่งขันที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อองค์กร เราจะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถสู่คู่แข่งได้ โดยนำ IT เข้ามาใช้
3. ความกดดันทางด้านสังคม : การนำ IT เข้ามาทำให้มีปัญหาในเรื่องความเป็นส่วนตัว
เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต ไม่เป็นความลับ
เพราะบริษัทคู่ค้าที่ต้องทำธุรกิจร่วมกันมีการส่งผ่านหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ,
การสามารถเสนอขายสินค้าได้แบบ Any Time Any Where บางครั้งเป็นการรบกวนความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
, หรือแม้แต่การเสนอขายทาง Mail
* เมื่อเจอแรงกดดัน
องค์กรต้องตอบสนองต่อแรงกดดัน เพื่อความอยู่รอด หากคุณไม่อยากกลายเป็นประวัติศาสตร์
คุณต้อง Respone
การตอบสนองขององค์กร
Strategic
system : กลยุทธ์ในการเพิ่มผลประโยชน์ ในส่วนแบ่ง
การตลาดเพื่อใช้ในการต่อรองกับ
Supplier หรือป้องกันไม่ให้คุ่แข่งเข้ามาในส่วนแบ่งการตลาดอของเรา
ที่เรามีอยู่ โดยการสร้างกลยุทธ์ที่แตกต่าง เพื่อที่จะชนะคู่แข่งขันได้ เช่น ใช้กลยุทธ์ Low Cost , สร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์, หรือใช้กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางด้าน
IT
-
Continuous
Improvement : ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ,
เพื่อให้ชนะคู่แข่งขันเราต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า
, ลด Inventory
โดยนำระบบ JIT (Just-in-Time : ระบบรวดเร็วทันใจ)
เข้ามาช่วยในการบริหาร
-
TQM
(Total Quality Management) : เป็นการควบคุมคุณภาพสินค้าทั้งระบบ
โดยเน้นที่ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ รวมถึง Supplier เพื่อให้เป็น
Standardize ( เช่น Mcdonal
มีความเป็นเป็น Standardize ผลิตอาหารที่ประเทศใด สาขาใดก็รสชาติเหมือนกัน)
-
Improved
decision making : ปรับปรุงการตัดสินใจ
ให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
รวดเร็ว
เพื่อให้ทันต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
Business
Process Reengineering : การปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ลดเวลาการผลิตให้สั้นลง ทำให้เราสามารถต่อสู้กับคู่แข่งได้ ทำให้คนมีอำนาจมากขึ้น เน้นความพึงพอใจของลูกค้า
มีการทำงานเป็นทีม
IS
คือ
มีความเกี่ยวข้องภายในองค์ประกอบของการทำงาน การดำเนินงาน การเก็บรักษา การกระจายข้อมูล
เพื่อใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจ นอกจากนี้ยังช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ
ทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
CBIS เป็นระบบข้อมูลข่าวสารซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์
,Hw, Sw ใช้กระบวนการกระจายข้อมูล การแปรสภาพข้อมูลดิบ
การจัดหาเครื่องมือในการเก็บรักษา
หัวข้อเกี่ยวกับการจัดการ (Managerial Issues)